หน้าแรก
ข่าวผู้บริหาร
ซ่อมแซมที่ทางสร้างสรรค์ที่เที่ยว

ข่าวผู้บริหาร

NEWS MANAGER

การประชุมคณะทำงานท่องเที่ยว ไทย-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 5 พร้อมประสานความร่วมมือกับสถาบันวิจัยญี่ปุ่น JTTRI-AIRO เพื่อยกระดับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและน้ำพุร้อน

การประชุมคณะทำงานท่องเที่ยว ไทย-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 5 พร้อมประสานความร่วมมือกับสถาบันวิจัยญี่ปุ่น JTTRI-AIRO เพื่อยกระดับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและน้ำพุร้อน

 

อธิบดีกรมการท่องเที่ยวมอบหมายให้นายอธึก ประเสนมูล ผู้อำนวยการกองพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว เข้าร่วมการประชุมคณะทำงานวิชาการด้านการท่องเที่ยว ไทย–ญี่ปุ่น ครั้งที่ 5 โดยมี นายเศกสันฐ์ ง้าวสุวรรณ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และนายโอคุดะ เท็ตสึยะ ประธานสถาบันวิจัยด้านการขนส่งและการท่องเที่ยวญี่ปุ่น สำนักงานภูมิภาคอาเซียน–อินเดีย (JTTRI–AIRO) เป็นประธานร่วมกัน ณ โรงแรมมีเลีย จังหวัดเชียงใหม่ และผ่านระบบการประชุมทางไกล เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568

 

ซึ่งจัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “การดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วประเทศด้วยการต่อยอดทรัพยากรการท่องเที่ยว กรณีศึกษาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Towards Attracting Tourists Across the Country by Leveraging Tourism Resources – Taking Example of Wellness Tourism)” โดยในการประชุมครั้งนี้ นายอธึก ประเสนมูล ผู้อำนวยการกองพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว กรมการท่องเที่ยว ได้นำเสนอคู่มือการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวน้ำพุร้อน ซึ่งมีทั้งหมด 118 แห่งในไทย โดยกรมการท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพซึ่งสอดคล้องกับสภาพสังคมสูงวัยในปัจจุบัน จึงได้กำหนดกรอบแนวทางการส่งเสริมและการพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อน ทั้งการทำจุดอาบน้ำสาธารณะ การพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติและสปา และเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่เป็นน้ำพุร้อนในภูมิภาค นอกจากนี้ กรมการท่องเที่ยวยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนสันกำแพง ซึ่งแบ่งกรอบการพัฒนาออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ (1) ระยะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (2) ระยะการก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกเรื่องการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และ (3) ระยะการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากรในพื้นที่ด้วยการใช้ทรัพยากรน้ำพุร้อน

 

ในส่วนของทำการตลาด นางสาวรับขวัญ จรูญศักดิ์ ผู้อำนวยการกองวางแผนลงทุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้นำเสนอกรณีศึกษาการส่งเสริมการตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของน้ำพุร้อนสันกำแพง ในอำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่การท่องเที่ยวน้ำพุร้อนอย่างยั่งยืน ผ่านการขับเคลื่อนการดำเนินการใน 4 มิติ ทั้งการพัฒนาระบบการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานและภูมิทัศน์ การจัดการข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว การพัฒนาศักยภาพบุคลากร ตลอดจนการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและการประชาสัมพันธ์ อาทิ สันกำแพง Onsen Festival งาน Vijitr Festival Events และ Amazing Chiang Mai Wellcation Destination ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ความทันสมัย ยกระดับมูลค่าน้ำพุร้อน และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด

 

นอกจากนี้ นายโทมิตะ อะกิฮิโระ กรรมการบริหารสถาบันวิจัย JTTRI – AIRO ได้นำเสนองานวิจัยเกี่ยวกับนโยบายและความท้าทายในการพัฒนาการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืนในพื้นที่อาเซียน อินเดียใต้ และญี่ปุ่น โดยปัญหาความท้าทายของไทยคือการจราจรที่ติดขัด และการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยว (Overtourism) ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับหลายเมืองในอาเซียนและอินเดีย โดยไทยควรพัฒนาระบบคมนาคมให้สะดวกต่อการเข้าถึงเมืองน่าเที่ยวอื่น ๆ ตลอดจนพัฒนาประสิทธิภาพการรองรับนักท่องเที่ยว ทั้งนี้ ไทยมีความโดดเด่นในนโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยวยั่งยืนในชุมชน ทำให้เกิดการกระจายรายได้ไปสู่ชุมชนท้องถิ่น ตลอดจนพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดย JTTRI – AIRO เห็นว่าเป็นรูปแบบการท่องเที่ยวที่มีประสิทธิภาพ สามารถส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับการสร้างสมดุลทางวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม

 

ในช่วงท้ายของการบรรยาย นายอิโตะ คาซึฮิโระ ประธานบริษัทและที่ปรึกษาการท่องเที่ยวบริษัทยามาชิโระ ได้นำเสนอแนวทางการดึงดูดนักท่องเที่ยว ผ่านการส่งเสริมการท่องเที่ยวน้ำพุร้อน กรณีศึกษาในญี่ปุ่นและศรีลังกา ซึ่งญี่ปุ่นมีแหล่งท่องเที่ยวออนเซ็น Kinosaki ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองโทโยโอกะ จังหวัดเฮียวโงะทางตัวออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น ซึ่งพัฒนาการท่องเที่ยวภายใต้แนวคิด “เมืองโรงแรม (The entire town is one large inn.)” และแหล่งท่องเที่ยวออนเซ็น Kurokawa ซึ่งได้นำระบบ Bathing Pass มาใช้ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ารับบริการแช่น้ำพุร้อนในหลากหลายแห่งของเมือง ในส่วนของกรณีศึกษาของศรีลังกานั้น มีนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 25% ที่เดินทางมาศรีลังกาเพื่อรับบริการการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รัฐบาลศรีลังกาจึงได้ร่วมมือกับภาคเอกชนในการประยุกต์ใช้อายุรเวท (Ayurveda) ซึ่งเป็นศาสตร์การแพทย์แผนโบราณเพื่อสร้างความโดดเด่นให้แก่แหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

 

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ร่วมอภิปรายแนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนสันกำแพงและออนใต้ฟาร์ม ซึ่งเป็นกิจการที่มีการจัดสรรผลประโยชน์สู่ชุมชนอย่างชัดเจนโดยในการขับเคลื่อนการเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวน้ำพุร้อน สิ่งสำคัญในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และน้ำพุร้อนใหม่ ๆ คือ การสร้างอัตลักษณ์แหล่งท่องเที่ยวให้มีความแตกต่างอย่างโดดเด่น ควบคู่ไปกับการพัฒนาการเชื่อมต่อด้านคมนาคมเพื่อเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ นอกจากนี้ ที่ประชุมเสนอให้พัฒนากฎระเบียบในการบริหารจัดการน้ำพุร้อน ตลอดจนการเบิกจ่ายการรักษาพยาบาลให้สนับสนุนการท่องเที่ยวรูปแบบดังกล่าว นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาความปลอดภัยและสามารถเข้าถึงได้สำหรับทุกคน ตามหลัก Universal Design การบริหารจัดการขยะ ตลอดจนการเพิ่มมูลค่าของสินค้าภายในชุมชนโดยรอบน้ำพุร้อนและนำมาวางจำหน่ายในบริเวณกิจการกลางของน้ำพุร้อน รวมถึงอาจจะพิจารณาเปิดห้องอาหารและบริการท่องเที่ยวอื่น ๆ เพิ่มเติม

 

ทั้งนี้ สถาบันวิจัย Global Wellness Institute ได้จัดอันดับเศรษฐกิจเชิงสุขภาพ (Wellness Economy) ของไทยอยู่ที่ 24 จาก 218 ประเทศทั่วโลก ซึ่งสามารถสร้างรายได้กว่า 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยมีจุดแข็งจากทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย และการบริการเชิงสุขภาพที่มีมาตรฐานสูง ตลอดจนมีการพัฒนาทักษะบุคลากรในด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งเป้าหมายสำคัญของไทยคือการเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ

 

สำหรับการประชุมครั้งถัดไป สถาบันวิจัย JTTRI-AIRO จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมฯ ครั้งที่ 6 ในเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม 2568 ณ ประเทศญี่ปุ่น ภายใต้หัวข้อ “บทบาทและภารกิจขององค์กรจัดการแหล่งท่องเที่ยว”

เว็บไซต์มีการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ (Cookies) เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น เรียนรู้เพิ่มเติมนี่นี่